2008/Sep/25

เอนทรี่นี้ขอพ่วงวันสุดท้ายเข้าไปด้วยเลยนะครับ ด้วยว่ารูปมีไม่เยอะ แล้วก็ไม่ได้ไปไหนมากมายด้วย

Previous : Japan Trip 2008 - Day 4 : Utsunomiya - Futaarayama Jinja - Minmin Kyoza - Saitama - Washinomiya - Washinomiya Jinja 

Day 5 - Meiji Jingu - Harajuku - Akihabara - Maid Cafe

วันที่ 5 ก็ไม่มีโปรแกรมเที่ยวไหนแล้วครับ เหลือแค่ไปอากิฮาบาระซื้อของกับนั่งเล่นเมดคาเฟ่แค่นั้น ก็เลยตื่นซะสายโด่ง แล้วก็เดินไปศาลเจ้าเมจิ กะจะทะลุไปออกฮาราจูกุ ระหว่างทางมีฝรั่งมาถามทางด้วยครับ โชคดีนะเนี่ยที่มาถามผม ถ้าไปถามเอาคนญี่ปุ่นมีสิทธิ์เจอเดินหนีสูงนะนั่น (เอะ...หรือเขาเล็งแล้วว่าไอ้นี่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นแหงๆถึงมาถามหว่า ?)

แวะเขียนป้ายเอมะขอพรหน่อย สาธุ...ถ้าสมหวังผมจะมาไหว้ที่นี่ทุกปีเลย (อ้าว บนแบบมีผลประโยชน์แแอบแฝงนี่หว่า...)

ตอนซื้อเอมะมา ก่อนจะเขียนมีคุณป้าญี่ปุ่นเดินเข้ามาถามว่าซื้อที่ไหน ถ้าป้าถามไปป๊ะเอาคนพูดญี่ปุ่นไม่ได้ป้าจะทำไงเนี่ย... 

เอาไปแขวนไว้ใกล้ๆป้ายนี้ ของ Executive Chef Oishi Group เผื่อจะได้อานิสงส์รวยได้ซัก 1/100 ของกรุ๊ปเขาบ้าง :P

แดดเปรี้ยง...ไอ้ที่เช็คพยากรณ์อากาศก่อนจะมาว่าเมฆครึ้มทุกวันนี่ ครึ้มมากกกกกกกกกก...... แสรดดดดดด

ก็เดินทะลุมาออกสถานีฮาราจูกุครับ ไปเดินเล่นฆ่าเวลาที่ถนนทาเคชิตะก่อนนิดหน่อยรอร้านราเม็งเปิด

 

เสื้อยืด ผมปล่อยพลังคลื่นเต่าได้ครับ

ถนนทาเคชิตะ แหล่งวัยรุ่น มาวันธรรมดาเลยไม่ค่อยมีอะไรหวือหวาเท่าไหร่

ร้านบอดี้ไลน์ อยากเข้าไปดูจัง แต่ผู้ชายมาคนเดียวเข้าไปคงดูพิลึกแหงๆ...

ระหว่างเดินทาเคชิตะอยู่ เจอแก๊งพี่มืดเข้ามาสะกิดขายของด้วยครับ อารมณ์เดียวกับโป๊มั้ยพี่บ้านเราเลย (แต่ไม่ได้ขายของโป๊นะ) แต่ให้ความรู้สึกคุกคามและน่ากลัวกว่าเยอะ คงเพราะพี่แกตื๊อเอาเรื่องเหมือนกัน... 

บลันช์วันนี้ทานที่นี่ครับ คิวชูจังการะราเม็ง

ป้ายร้านภาษาไทย ได้ยินว่ามีเมนูภาษาไทยด้วยนะเออ (ลืมกลับภาพอีกละ)

สั่งคิวชูจังการะราเม็งเพิ่มไข่ต้มไปครับ ชามนี้ 650 เยน

อร่อยครับ d[ >_<]b เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในทริปนี้แล้ว เอาไว้คราวหลังจะลองสั่งเพิ่มไข่ปลาเมนไทโกะบ้าง

อิ่มหนำแล้วก็ไปอากิฮาบาระกันต่อ

หน้าสถานีไม่เคยขาดเมด

อันดับแรกก็แวะสแกนของที่ตัวเองจะซื้อที่ Gamers หน้าสถานีก่อน 

ปากิส-ทันมีรวมเล่มของตัวเองแล้วนะเออ

ปากิส-ทัน เป็นตัวละครในซีรี่ส์อัฟกานิส-ทัน การ์ตูนสี่ช่องจบสอนประวัติศาสตร์อัฟกานิสถานและประเทศใกล้เคียงสุดโมเอะ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ

มิโกะโซบะ

ขนมเดจิโกะ

มันมีน้ำใสๆชื่อน้ำชุดว่ายน้ำโรงเรียนขายด้วยนะ แต่ไม่ยักกะบอกส่วนผสมว่ามีอะไรบ้าง...

ชอบสองคนนี้จัง XD~

เมดยืนแจกใบปลิวโฆษณาร้านตัวเอง พบเห็นได้ทั่วไปทุกซอกทุกมุมในอากิฮาบาระ

อันดับแรกขอจัดการกับรายการของที่คนอื่นฝากซื้อมาก่อนครับ ก็เลยไปที่ร้านขายอุปกรณ์เกมในตรอกร้านนึงก่อน 

เสื้อยืดยุคคุริ

ถ้าไม่ทราบว่ายุคคุริคืออะไร ลองดูที่นี่ครับ

มีหลายสีหลายแบบให้เลือก

ร้านนี้จะมีสินค้า 2ch ขายครับ ก็เลยมีแบบนี้ด้วย

ป้าย (สติกเกอร์ ?) วลีสุดฮิตใน 2ch (เวรกรรม กลับหัว ไว้มีแรงจะมาแก้ครับ)

เมดเลิกงาน

เดินไปได้เวลาบ่ายแก่ๆ เลยไปหาของใส่ท้องเตรียมไว้หน่อย เพราะหลังจากนี้จะมีแต่ของหวานแล้ว

เดินกลับไปที่ร้านนี้ครับ โทบังยะ เป็นร้านข้าวหน้าซูชิ 

สั่งชามนี้มา ฮอกไกด้ง ข้าวหน้ามากุโร่ อิคุระ และเนื้อปู 890 เยน ชอบเนื้อปูจัง อร่อยโดยไม่ต้องลงแรงแกะเอง XD~

เรียบร้อยแล้วก็เริ่มไปวนตามเมดคาเฟ่ล่ะครับ ปีนี้ผมกะไปแค่สี่ร้านคือ Cure Maid, Mailish, Hiyokoya และ Pinafore เป็นร้านที่คัดออกมาแล้ว (เป็นความเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น ผมเองก็ไม่ใช่ว่าไปมาครบทุกร้านแล้ว)

Cure Maid - ช่วงนี้มีจัดอีเวนท์ Gurren Lagunn Cafe ครับ จะมีอิมเมจเมนูของตัวละครต่างๆอย่างเนีย โยโกะ และคามินะxชิม่อน แต่ผมสั่งเป็นเซ็ตชา+เค้กประจำวัน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแคมเปญเขาเลย กรั่กๆ

ที่นีมีชาออริจินัลที่ทางร้านคิดสูตรและเบลนด์เอง ซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามแต่ช่วงเวลา เป็นชาสมุนไพรผสมที่ดื่มแล้วช่วยให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย สั่งมาเป็นเซ็ตทานคู่กับช็อคโกแลตมิลค์เครป

Mailish - ถ้าคนเราโมเอะตายได้จริงๆ ผมคงโมเอะตายไปสี่รอบในชั่วโมงเดียว เมดประจำวันนี้ 3 ใน 4 คนเป็นสาวแว่น แต่คนที่ไม่ได้สวมแว่นก็น่ารักใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ อ๊าง XD~~

ที่นี่สั่งชาแอปเปิ้ลเป็นเซ็ตทานคู่กับคาราเมลชิฟฟ่อนเค้กครับ เหลือชิ้นสุดท้ายในร้านพอดี พอยกมาเสิร์ฟปุ๊บก็เห็นเมดเดินไปลบรายการเค้กที่เขียนไว้บนบอร์ดเลย จากที่เคยลองเอิร์ลเกรย์ชิฟฟ่อนเมื่อสองปีที่แล้วกับคาราเมลชิฟฟ่อนคราวนี้ ส่วนตัวรู้สึกว่าชิฟฟ่อนเค้กของที่นี่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ แต่มิล์เครปเมื่อปีที่แล้วสุดยอดไปเลย d[~>o<]b  

โปสเตอร์โฆษณา CD รวมภาพถ่ายของร้าน Mailish

เมดยามค่ำ

สรุปวันนี้เป็นทัวร์ส่องเมดนั่นเอง... 

Hiyokoya - ผมไปถึงร้านตอนหกโมงเศษๆ แล้ววันนี้มีการเหมาร้านตั้งแต่หนึ่งทุ่มเป็นต้นไป เลยนั่งได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็สั่งคาลัวร์มิลค์มากินแกล้มกับไก่คาราอาเกะกับถั่วแระ กำลังคิดว่าตั้งแต่คราวหน้าจะมาร้านนี้ช่วงกลางวันแทนแล้ว แบบว่ามาตอนเป็นโหมดร้านเหล้าแล้วแอบแพงเพราะโดนชาร์จค่าเข้าร้าน 500 เยน... 

พินาฟอร์ไว้ไปพรุ่งนี้ครับ วันนี้กลับไปซื้อของก่อนร้านจะปิด เลือกซื้อตอนก่อนกลับจะได้ไม่ต้องแบกไปไหนมาไหนทั้งวัน

------------

Day 6 - Ameyoko 

วันสุดท้ายผมมีเวลาถึงประมาณบ่ายสองโมงครับ หลังจากนั้นจะต้องนั่ง Narita Express เที่ยว 14.33 จากสถานีโตเกียวไปสนามบินนาริตะเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับบ้านไฟลต์ 18.50 พอเช็คเอาท์เสร็จก็เลยนั่งรถไฟไปสถานีโตเกียวเพื่อจองที่นั่งกับเอาสัมภาระยัดใส่ล็อคเกอร์หยอดเหรียญก่อน

ตอนเอากระเป๋ายัดล็อคเกอร์อยู่มีคู่รักนักท่องเที่ยวฝรั่งมาถามเรื่องการใช้ล็อคเกอร์หยอดเหรียญด้วยครับ ไอ้นี่หน้าตามันดูน่าจะพูดภาษาเดียวกับท่านๆได้ทั้งนั้นเลยฤา... 

เสร็จแล้วก็นั่งสายยามาโนเตะไปอุเอโนะเพื่อมาเดินที่นี่ ตลาดอาเมโยโกะ ปีที่แล้วฝนตกเลยแค่รีบเดินผ่านๆไม่ค่อยได้ดูอะไรเท่าไหร่

ก็เดินดูไปเรื่อยๆ จริงๆที่นี่เหมาะแก่การมาซื้อของฝากพวกขนมหอบกลับไปเมืองไทยมาก ง่ายและสะดวกแก่คนซื้อด้วย

พอซัก 11 โมงก็นั่งรถไฟไปอากิฮาบาระเพื่อไปนั่งเล่นที่พินาฟอร์

Pinafore - เหมือนเคยครับ มานั่งทานคาโบนาร่าเป็นบลันช์สำหรับวันนี้ ตอนนี้พินาฟอร์เปิดสาขา 2 ในอากิฮาบาระแล้วครับ (เอ...หรือนับเป็นสาขา 3 ดี เพราะมีอีกสาขามาเปิดก่อนอยู่ตรงตึก Time Square สุขุมวิทบ้านเราแน่ะ) 

เสร็จก็ไปเดินดูโดจินฆ่าเวลา ซึ่งละลายเวลาได้เร็วมาก เผลอแป๊บเดียวก็ได้เวลาต้องกลับไปสถานีโตเกียวเพื่อไปขึ้นนาริตะเอ็กซ์เพรสซะแล้ว...

ก็เป็นอันว่าจบทริปเที่ยวญี่ปุ่นของปี 2008 ลงเท่านี้แหละครับ คราวนี้ผมเคลียร์ฝั่งคันไซที่อยากเที่ยวไปหมดแล้ว โอกาสหน้าคงจะขึ้นเหนือไปทางโทโฮกุกับฮอกไกโดบ้าง จริงๆทริปนี้ตอนที่วางแผนครั้งแรกสุดเมื่อปีที่แล้ว มีแพลนไว้ว่าจะไปชิราคาวะโกะด้วย แต่ดูวิธีเดินทางแล้วพบว่าสิ้นเปลืองเวลาเอาเรื่อง แถมมีเวลาเที่ยวได้ไม่เท่าไหร่ด้วย ถ้าจะไปจริงๆคงต้องไปแบบค้างคืน ซึ่งค่าที่พักก็ไม่ถูกเลย...เอาไว้ไปตั้งหลักมาใหม่ก่อนดีกว่า 

อีกอัน จะเห็นได้ว่า ผมเที่ยวแนววัฒนธรรมซะเยอะ ไม่เน้นเที่ยวแนวชมธรรมชาติเท่าไหร่ อย่างที่เกาะมิยาจิม่าก็ไปดูแค่ศาลเจ้าแล้วเผ่นกลับเลย ไม่ขึ้นกระเช้าขึ้นเขาไปชมอ่าวมิยาจิม่า อีแบบนี้ฝั่งโทโฮกุกับฮอกไกโดที่เป็นแหล่งชมธรรมชาติซะเยอะจะไปรอดมั้ยเนี่ย...

------------

ไหนๆเอนทรี่สุดท้ายก็เนื้อหาไม่เยอะ เลยขอเล่าเรื่องการวางแผนการเดินทางซะหน่อย

คราวนี้ผมทำตารางแผนการเดินทางในฟอร์แมท เวลากี่โมง เดินทางจากไหนไปไหน ด้วยรถไฟประเภท-สายอะไร ใช้เวลาเท่าไหร่ หลังจากที่ปีที่แล้วทำแผนแค่ถ้าจะเดินทางจากไหนไปไหนสามารถไปได้ด้วยรถไฟอะไร แล้วเจอปัญหาเรื่องการคุมเวลาเดินทางไม่ค่อยได้ บางทีต้องไปยืนรอรถอยู่ตรงชานชาลาตั้งเกือบครึ่งชั่วโมง อะไรแบบนี้... ทีนี้เราจะมาว่ากันถึงรายละเอียดของแต่ละส่วนครับ 

- เวลาออกเดินทาง : ส่วนนี้ไม่ strict มาก เพราะเอาเข้าจริงผมจะออกจากที่พักก่อนเวลาตรงนี้ประมาณ 0.5-1 ชั่วโมงอยู่แล้ว เผื่อไว้สำหรับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ประโยชน์จริงๆคงอยู่ที่การควบคุมเวลาว่าอย่างน้อยๆเวลานี้เราควรจะได้ขึ้นรถไฟแล้วนะ โดยเฉพาะพวกรถด่วนพิเศษหรือชินคันเซ็นทั้งหลายที่เวลาออกห่างกันครึ่งถึงเป็นชั่วโมง และถ้าหากมาได้ตรงตามเวลาอันนี้ จะช่วยให้มองหาชื่อรถไฟขบวนที่เราจะขึ้นจากป้ายไฟบอกเวลาออกรถได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราหาว่าต้องไปขึ้นที่ Track เบอร์อะไรได้ง่ายขึ้นด้วย

- ประเภท+สายรถไฟ : ส่วนนี้ก็ช่วยในการดูบอร์ดไฟในสถานีเหมือนกัน ทำให้รู้ว่าต้องดูบอร์ดอันไหนในกรณีที่สถานีมีรถไฟผ่านหลายสาย และสายที่เราจะขึ้นอยู่ Track ไหน ญี่ปุ่นมีรถไฟหลายประเภท ทั้งแบบธรรมดา รถเร็ว รถด่วน รถด่วนพิเศษ รถด่วนพิเศษโคตรๆ ฯลฯ คราวที่แล้วผมไม่ทำตรงนี้ไป เล่นเอาไปขึ้นผิดขึ้นถูก ต้องขึ้นรถด่วนดันไปขึ้นรถหวานเย็นจอดทุกสถานีบ้างล่ะ หรือดันผ่าไปขึ้นรถด่วนพิเศษที่มันไม่จอดสถานีที่จะไปบ้างล่ะ

อนึ่ง การหาให้เจอได้ง่ายและรวดเร็วว่ารถไฟขบวนที่เราจะขึ้นอยู่ Track ไหน ช่วยให้ชีวิตในสถานีรถไฟง่ายขึ้นอีกเยอะเลยจริงๆนะ

- เวลาเดินทาง : เนื่องจากในญี่ปุ่น การเดินทางด้วยรถไฟนั้นตรงเวลามาก ถ้ารู้ว่าใช้เวลาเดินทางเท่าไหร่ก็จะสามารถหาได้ว่าจะไปถึงเวลากี่โมง ขณะเดินทางสามารถจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูได้ว่ามาไกลแค่ไหนแล้ว และใกล้จะไปถึงรึยัง แนะนำว่าควรใส่นาฬิกาข้อมือแบบดิจิตอลไปนะครับ เพื่อให้อ่านเวลาเป็นเศษแบบ 22 นาที 13 นาทีอะไรแบบนี้ได้ง่าย มีประสบการณ์ตรงอยู่อันนึง เป็นตอนนั่งชินคันเซ็นไปฮิโรชิม่าแล้วหลับยาวเพราะนอนดึกตื่นเช้า (เบาะที่นั่งของฮิคาริเรลสตาร์มันปรับเอนได้เยอะกว่าชินคันเซ็นอื่นๆด้วยแหละ นอนสบายไปเลย...) สะดุ้งตื่นมาอีกทีรถกำลังจอดอยู่ในสถานีอะไรก็ไม่รู้ ยกนาฬิกาขึ้นมาดูถึงได้รู้ว่าถึงแล้ว เผ่นลงจากรถแทบไม่ทัน ไม่งั้นได้ลงอีกทีก็ข้ามจังหวัดเลยนะ... ดังนั้นส่วนนี้จึงเหมาะมากสำหรับคนไทยที่ไม่ชอบสังเกตอะไรรอบๆตัวเพราะมันเครียด กลัวจะเยี่ยวเหลือง ต้องรอให้เทวดามาดลใจให้ฉุกคิดได้ว่า เฮ้ย นี่กูมาถึงไหนแล้ว ใกล้จะถึงรึยัง ทำไงดีวะ บางที่ป้ายรอบๆตัวเขียนอยู่ชัดๆแต่ก็ขี้เกียจอ่านว่ะ ถามเอานี่แหละมักง่ายดี แต่ไปต่างบ้านต่างเมืองจะไปถามใครได้ ภาษาอังกฤษก็ไม่แข็งแรง ภาษาที่สามก็ไม่กระดิก

และเพื่อนคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการวางแผนเดินทาง ก็ไม่พ้น Hyperdia (ดูแนะนำวิธีการใช้งานได้ที่เอนทรี่ "คุ้ยๆเขี่ยๆกับ Search Engine ญี่ปุ่น" ครับ เคยเขียนถึงไปครั้งนึงแล้ว) เวลาต้องเดินทางนอกเหนือจากที่วางแผนไว้ คิดถึงเพื่อนคนนี้จริงๆนะ ช่วยคิดเส้นทางที่สะดวกและประหยัดเวลาที่สุดให้เราได้เสร็จสรรพเลย 

ในส่วนของงบประมาณ เนื่องจากผมเคยเจอปัญหาจากการเตรียมเงินไว้เป็นก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง แล้วเอาจำนวนวันหาร แล้วพบว่าคุมงบประมาณไม่ค่อยได้ และเป็นเรื่องทรมานตัวเองมากในการที่จะคุมงบประมาณวันหนึ่งๆไม่ให้เกิน (มาเที่ยวนะ...ไม่ได้มาบำเพ็ญทุกรกิริยา) ปีหลังๆผมเลยจัดงบประมาณแบบแยกเป็นส่วนๆ ดังนี้

- ค่าตั๋วเครื่องบิน (+JR Pass) : สำหรับค่าตั๋วเครื่องบินและบวกค่าอื่นๆที่เป็นแพ็คเกจมาด้วยกัน ที่ผมเคยใช้ก็มีแพ็คเกจรวม JR Pass ทั่วประเทศด้วย

- ค่าที่พัก

- ค่ากิน : ปกติผมจะคิดไปเลยมื้อละ 1000 เยน วันนึงก็ 3000 เยน กินมื้อหลักเหลือก็เอาไปซื้อน้ำซื้อขนมอะไรกินได้อีก ส่วนวันไหนจะมีมื้อพิเศษก็คิดเพิ่มเข้าไปล่วงหน้าไว้เลยตั้งแต่ตอนเตรียมงบ

- ค่าเดินทางอื่นๆ : ที่ไม่รวมใน JR Pass

- ค่าอื่นๆ : ตรงนี้ส่วนมากจะเป็นพวกค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ

- ค่าช็อปปิ้ง : ตามตัวอักษรครับ ค่ากิเลสตัณหา ส่วนมากผมจะลิสของที่อยากซื้อเอาไว้ก่อนจำนวนหนึ่ง แล้วบวกราคาดู

- ค่าสำรอง : ตรงนี้ผมจะเอาพวกค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเกิน เช่น ค่ากิน (ซึ่งจริงๆมันไม่เคยเกินหรอก แถมจะเหลือเพียบด้วย ถ้าไม่ได้กินอะไรหะรูหะรานอกเหนือจากอาหารสามมื้อเกินไปจริงๆ) ค่าเดินทางอื่นๆ ค่าอื่นๆ และค่าช็อปปิ้งมารวมกัน แล้วเผื่อไว้ซัก 10% ของจำนวนนั้น

สองปีหลังที่ทำงบแบบนี้ ผมมีเงินเหลือกลับมาประมาณ 10k-12k เยน ก็ถือว่าจัดการเงินได้โอเคในระดับหนึ่ง

แถมท้าย โปรแกรมเที่ยวรอบหน้าแบบคร่าวๆมากๆ

Day 1 (ศุกร์) : ลงเครื่องที่นาริตะเช้า ไปนิกโก้ กลับมาพักที่โตเกียว
Day 2 (เสาร์) : ขึ้นไปเที่ยวเซนไดกับมัทสึชิม่า พักที่เซนได
Day 3 (อาทิตย์) : ขึ้นต่อไปอาโอโมริ ค้างที่อาโอโมริก่อนขึ้นฮอกไกโด หรือไม่ก็เข้าฮาโกดาเตะวันนั้นเลย
Day 4 (จันทร์) : ข้ามไปฮอกไกโด เที่ยวฮาโกดาเตะ อาจจะพักที่ฮาโกดาเตะหรือเข้าไปซัปโปโรเลย
Day 5 (อังคาร) : ไปทุ่งลาเวนเดอร์ที่ฟุราโนะกับทุ่งข้าวสาลีทีบิเอย์
Day 6 (พุธ) : โอตารุ
Day 7 (พฤหัส) : เที่ยวซัปโปโร แล้วจับรถนอนโฮคุโตะเซย์กลับโตเกียว
Day 8 (ศุกร์) : มาเช้าที่โตเกียว เมดคาเฟ่ทัวร์
Day 9 (เสาร์) : งานโคมิเกะ
Day 10 (อาทิตย์) : ช้อปของฝาก กลับบ้าน

(จำเป็นต้องล็อควันหน่อยครับ เพราะ Mailish เป็น All Day Maid Time แค่วันอังคารกับวันศุกร์ :P) 

เล็งๆไว้ว่าจะเป็นช่วงปลายเดือนสิงหา จะได้ไปดูทุ่งลาเวนเดอร์ที่ฟุราโนะ (ถ้ามันยังไม่หมดหน้าดอกไม้บาน) กับไปโคมิเกะด้วย หรือไม่อาจจะไม่เอาโคมิเกะแล้วไปให้ตรงกับเทศกาลเนปุตะที่อาโอโมริหรือเทศกาลดอกไม้ไฟสุมิดะแทน (แบบหลังนี่เป็นไปได้มากกว่า ถ้าคิดถึงเรื่องวันลา ปี 2010 ต้นสิงหาลา 5 ได้หยุด 10 วัน) แล้วก็อยากไปดูพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในโลกที่อิบารากิด้วย... แต่ปีหน้าคงไม่ทันแล้วเพราะไม่มีวันลา แถมยังจะเปลี่ยนงานอีก ถ้าจะเอาตามโปรแกรมนี้เป๊ะอย่างเร็วคงเป็นปี 2010 แหงๆ

ส่วนเรื่องงบ ดูจากสามครั้งที่ผ่านมา ถ้าคิดงบแบบหยาบสุดๆว่า จำนวนวันx7500 ทริปนี้คงตกราวๆเจ็ดหมื่นกว่า... คงต้องไปวางแผนกดให้เหลือ 6xxxx โดยให้ xxxx อยู่โซนต่ำๆซะแล้วสิ...

อย่างไรก็ดี ถ้ามีคนชวนเที่ยว ถ้าเวลาสะดวก ถึงไม่ใช่โปรแกรมนี้ก็โอเคนะครับ XD~

ก็ประมาณนี้ล่ะครับ สำหรับรีพอร์ทเที่ยวญี่ปุ่นปี 2008 ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามมาโดยตลอด m[_ _]m

Comment

Comment:

Tweet


หมั่นไส้คนได้เที่ยว กรี๊ดๆๆquestion
รุเน่มีรังสีคนติดเกาะผิดทิศมาด้วยนะสิ ฝรั่งเลยเดินเข้าไปถามบ่อยๆ
แนวทางจัดการตัวเองดูดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะ ขอให้ได้สิ่งที่ขอไว้หนอbig smile
#5 by Ellebazi At 2008-09-25 20:12,
น่าไปมากเลยค่ะ ญี่ปุ่นเนี่ยcry

ขอให้สอบผ่านนะคะbig smile
#4 by ★ KumicKy [~AnneliNe~ ] At 2008-09-25 18:17,
หน้าตาบ่งบอกความเป็นล่ามกระมัง มันคงมีรังสี ฮ่ะๆๆๆ
#3 by gsawa At 2008-09-25 15:21,
ขอเอาใจช่วยให้สอบผ่านนะครับbig smile
#2 by แมวหน้าแว่น At 2008-09-25 12:40,
อ๊าาาาง~

ญี่ปุ่นอยากไปจังเลย

เมดเพียบเลย

เที่ยวเผื่อด้วยนะคะ (อิอิ)
#1 by PimmieMiz At 2008-09-25 08:36,
Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.